Friday, February 24, 2017

#8 Led Zeppelin :: Led Zeppelin II (1969)


"ทำไมคนบางพวกถึงชอบฟังดนตรีเฮฟวี่ ทั้งๆที่ธรรมชาติของมนุษย์น่าจะชอบอะไรที่ให้ความสุขแก่โสต ไม่ใช่เสียงสนั่นหวั่นไหวและความรุนแรงก้าวร้าว นักร้องแหกปากตะโกนอะไรก็ไม่รู้ คนพวกนี้โรคจิตหรือเปล่า?"
---------
จิมมี่ เพจ อดีตนักกีต้าร์ประจำห้องอัดมือฉมังและสมาชิกวง The Yardbirds และลูกวงที่เขาสรรหามาจากสรวงสวรรค์อย่าง โรเบิร์ต แพลนต์, จอห์น พอล โจนส์ และ จอห์น บอนแฮม ได้ประกาศให้โลกรับรู้ตั้งแต่อัลบั้มแรกของพวกเขาในต้นปี 1969 แล้วว่าพวกเขาคือของจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ตั้งแต่วินาทีแรก รากฐานอันหนักแน่นจากเพลงบลูส์และโฟล์ค ฝีมือและพลังอันเชี่ยวกรากของสมาชิกทุกคน และวิสัยทัศน์ทางดนตรีของเพจที่รับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์เองด้วย ทำให้ Led Zeppelin อัลบั้มเปิดตัวของพวกเขาเป็นปรากฎการณ์แห่งดนตรีร็อค

พวกเขาบันทึกเสียงอัลบั้มแรกกันด้วยเวลาเพียง 30 ชั่วโมง (เพจยืนยันหนักแน่นในข้อมูลตรงนี้ เพราะเขาเป็นคนจ่ายค่าห้องอัดเอง) แต่มันเป็นในช่วงหลังจากที่พวกเขาฟอร์มวงกันมาแล้วระยะหนึ่งและออกทัวร์ยุโรปมาด้วยกันพักหนึ่งแล้ว ฝีมือและความเข้าขาในกันและกันจึงอยู่ในระดับสื่อสารกันทางจิต แต่ก็เหมือนหลายๆศิลปินที่ทำงานชุดแรกออกมาได้อย่างสุดยอด ปัญหาคือพวกเขายังจะมีอะไรที่จะไปต่ออีกไหมในอนาคต ไม่ต้องพูดกันให้ไกล ก็อัลบั้มที่สองนี่แหละ...!!

แววว่างานชุดต่อมาของ Zep น่าจะมีปัญหาก็คือพวกเขาแทบไม่มีเวลาเป็นชิ้นเป็นอันในการทำอัลบั้มนี้เลย ด้วยเวลาทั้งหมดของพวกเขาหมดไปกับการทัวร์คอนเสิร์ตอันหนักหน่วง (และผลพวงพลอยได้พลอยเสียจากการทัวร์นี้ อาทิ สาวๆ เหล้ายาปลาปิ้ง และการทำลายโรงแรม อันเป็นความสามารถระดับตำนานอีกประการหนึ่งของวง) เพจและลูกทีมอาศัยการแต่งเพลงในห้องพักโรงแรม, ไอเดียลูกริฟฟ์ที่มักจะคิดได้ในขณะอิมโพรไวส์เพลง Dazed and Confused บนเวทีเมื่อคืนก่อนหน้า, บันทึกเสียงตามเมืองต่างๆแล้วแต่จะมีเวลาที่ไหนเมื่อไหร่ โดยแต่ละห้องอัดก็มีสภาพแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่โอลิมปิก และ มอร์แกนสตูดิโอในลอนดอน, เอแอนด์เอ็ม,ควอนตัม,มิเรอร์ซาวนด์ในแอลเอ, ห้องอัดเล็กๆที่ขนานนามกันว่า "กระท่อม" ในแวนคูเวอร์ แพลนต์เล่าเรื่องนี้ไว้อย่างสนุกว่า "มันโคตรจะบ้าบอ, เราแต่งเพลงกันในโรงแรมแล้วก็ไปอัดแบ็คกิ้งแทร็คในลอนดอน, ไปใส่เสียงร้องในนิวยอร์ค,อัดเสียงฮาร์โมนิก้าทับลงไปที่แวนคูเวอร์ แล้วก็มากลับมามิกซ์ตอนสุดท้ายในนิวยอร์ค"

ถ้าพวกเขาจะตั้งชื่อให้อัลบั้มนี้เป็นชื่ออื่นนอกจาก II มันก็อาจจะเป็น Zep On The Move และแม้ว่าจะอัดเสียงกันหลายต่อหลายที่ ซาวนด์ของอัลบั้มกลับฟังดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวไม่แปลกแยก มันไม่ใช่อัลบั้มที่มีซาวนด์เนี้ยบนิ้ง (ในแง่ของ fidelity ผลงานชุดนี้อ่อนด้อยกว่าชุดแรก) แต่ II มีความดิบสดของสุ้มเสียงที่ไม่เหมือนอัลบั้มใดๆของ Zep และความรีบเร่งฉุกละหุกตลอดการผลิต กลับทำให้มันเต็มไปด้วยความทรงพลังและเซ็กซี่ที่ทุกคนสัมผัสได้ทั้งในดนตรีและเนื้อหา

นอกจากเพจเองที่ทำให้สุ้มเสียงของ Led Zeppelin II ออกมาได้ยอดเยี่ยมแบบนี้ก็ต้องของคุณ Eddie Kramer เอ็นจิเนียร์ชื่อดัง (เขาเพิ่งมิกซ์อัลบั้ม Electric Ladyland ให้จิมี่ เฮนดริกซ์) ที่มานั่งมิกซ์กับเพจด้วยสองวันเต็มๆ เครเมอร์เล่าถึงการมิกซ์เสียงในช่วงกลางเพลง Whole Lotta Love ที่ทั้งหลอนทั้งพลิ้วกันอุตลุตว่า "ไอ้ตรงช่วงที่ทุกๆอย่างกำลังอลหม่านนั่น จริงๆแล้วก็คือการผนวกพลังของผมกับเพจพล่านกันไปทั่วคอนโซลเล็กๆ หมุนปุ่มทุกปุ่มที่มนุษย์ชาติเคยรู้จักกันมา"

เมื่อพูดถึง Whole Lotta Love มันคือมหากาพย์อีกด้านของ Zep ที่แม้แต่ Stairway To Heavenก็ยังมิอาจสยบ ริฟฟ์สั้นๆของเพจในแทร็คนี้คือความยิ่งใหญ่ของดนตรีฮาร์ดร็อคที่เทียบได้กับสี่โน๊ตในซิมโฟนีหมายเลข 5 ของเบโธเฟน, บอนแฮมได้โชว์ฝีมือกลองระดับอัจฉริยะที่ไม่ได้มีแต่ความหนักหน่วงเพียงอย่างเดียวเหมือนที่ใครเข้าใจ, และแพลนต์..กับ every inch of his love.....อาจจะมีผู้ชายที่ร้องเพลงได้เซ็กซี่มากมายในโลก แต่จะมีใครเซ็กซี่แบบดิบเถื่อนและมีระดับในตัวเองได้เหมือนโรเบิร์ต? ถ้าเพลงนี้จะมีปมด้อยหรือราคีก็ตรงข้อหาหยิบยกบางส่วนมาจากเพลง You Need Love ของ Willie Dixon แต่ก็ตกลงกันไปนอกศาลเรียบร้อยไปนานแล้ว Led Zeppelin II มีปัญหากับการละเมิดลิขสิทธิ์ตรงนี้อยู่หลายเพลงทีเดียว

เคล็ดลับที่ไม่ลับที่เพจมักกล่าวถึงเสมอคือหลักการ 'light and shade' (มีเบา...มีหนัก) ในการบรรเลงของ Zep และWhat is and What should never be ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ว่ากันว่าแพลนต์แอบแต่งเพลงนี้ให้กิ๊กคนโปรดของเขา (เพื่อความสมดุลย์กับ Thank You ที่แต่งให้ภรรยาในอีกไม่กี่แทร็คถัดมา) อารมณ์เพลงนี้ออกไปทาง jazzy พลิ้วๆมาก ก่อนที่จะมาลง 'shade' ในช่วงคอรัสให้สมเป็นวงฮาร์ดร็อคสักหน่อย

The Lemon Song ก็เป็นอีกเพลงที่มีแหล่งอ้างอิงจากเพลงบลูส์เก่าๆ คราวนี้เป็น 'Killing Floor' ของ Howlin' Wolf และเนื้อร้องบางส่วนจาก Travellin' Riverside Blues ของ Robert Johnson แต่ฝีมือการบรรเลงของพวกเขาในแทร็คนี้ถือว่ามหาเทพ โดยเฉพาะลูกโซโล่ติดสปีดของเพจและการร่ายมนต์เบสสุดล้ำตลอดเพลงของโจนส์

Thank You เพลงช้าหวานที่แพลนต์แต่งเสียเยิ้มให้มัวรีนภรรยาสุดเลิฟ โจนส์เล่นออร์แกนในแทร็คนี้เสียงร้องของโรเบิร์ตบางช่วงฟังคล้ายร็อด สจ๊วต

ถึงตอนนี้ถ้าเป็นแผ่นเสียงก็ต้องพลิกมาเป็นหน้าบีที่เปิดตัวอย่างสุดสะท้านฟ้าด้วย Heartbreaker ช้า,หนัก เหมือนรถตีนตะขาบที่บดขยี้ไปข้างหน้า นี่คือเพลงโชว์เคสของเพจที่มีท่อน unaccompanied (คนอื่นหยุดหมด) มันลือลั่น ก่อนที่จะโซโล่อย่างเมามันส์พร้อมกับผองเพื่อน ต่อกันแบบแทบไม่เว้นช่องไฟด้วย Livin' Lovin' Maid (She's Just A Woman) ที่น่าจะเป็นเพลงที่"โจ๊ะ"ที่สุดของพวกเขา อาจจะดูง่ายไปหน่อยสำหรับ Zep แต่ก็ไม่บ่อยที่จะเห็นพวกเขาสนุกกันแบบนี้ในบทเพลง สมาชิกของวงส่วนมากจะไม่ค่อยชอบเพลงนี้ แต่ผมชอบนะ มันดูสนุกสนานและติดดินในแบบบ้านๆดี ที่ไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาก็เล่นกันได้

Ramble On เนื้อหาได้รับอิทธิพลจากงานเขียนของJ.R.R. Tolkien (Lord of The Rings) (จึงไม่น่าประหลาดใจที่เนื้อเพลงดูสละสลวยสวยงามเป็นพิเศษ) อคูสติกกีต้าร์โดดเด่น และคาแรกเตอร์ของบทเพลงที่ชี้ไปถึงอนาคตของพวกเขาใน Led Zeppein III

น่าเสียดายที่เพลงโชว์กลองของบอนแฮม Moby Dick กลับไม่โดดเด่นเท่าที่ควร ช่วงโซโล่กลองของเขาดูเหงาๆ แทร็คนี้อาจจะเหมาะกับการเล่นไลฟ์มากกว่า ซึ่งบองโซ่มักจะโชว์การฟาดกลองด้วยมือเปล่า เรียกโลหิตออกมาเป็นขวัญตาผู้ชมเสมอ

และปิดท้ายด้วย Bring It On Home เพลงบลูส์ของ Willie Dixon ที่แพลนต์และเพจนำมาแต่งต่อโดยไม่ได้ให้เครดิตแก่ดิกซันอีกครั้ง นำมาซึ่งการฟ้องร้องอีกครา เป็นแทร็คที่ Zep ชอบนำมาเล่นในคอนเสิร์ตจนกระทั่งปี 1973
--------
ดนตรีเฮฟวี่ ไม่ได้มีแต่ความรุนแรงเพียงอย่างเดียว จริงล่ะ เฮฟวี่บางแขนงอาจจะอัดและแหกปากกันอย่างไม่ลืมหูลืมตาทุกวินาที แต่นั่นเป็นเพียงส่วนน้อย เฮฟวี่ส่วนใหญ่จะมีหนักมีเบา มีความคิดสร้างสรรค์ของการเรียบเรียงดนตรีให้รับใช้สิ่งที่พวกเขาต้องการนำเสนอในเนื้อหา ไม่เถึยงว่า คนชอบเฮฟวี่ส่วนหนึ่งก็ย่อมเป็นคนที่รู้สึกว่าเสียงกีต้าร์ที่รวดเร็วกรีดบาด,เบสกลองถล่มทลายและเสียงร้องสูงปรี๊ดทรงพลังเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขามีความสุข และอาจเป็นการบำบัดอย่างหนึ่งต่อใจที่ถูกกดดันจากสภาพแวดล้อมสารพัด แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด เพลงเฮฟวี่มักจะเป็นงานสร้างสรรค์ที่เกิดจากใจ และต้องการให้มันคงอยู่ไปตลอด ทั้งด้านเนื้อหาและดนตรี และนั่นคือคุณค่าที่แท้จริงของดนตรีสายหนักนี้ และเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้คนชอบเพลงเฮฟวี่ เข้าใจไหม มิตรสหาย?
ถ้ายังไม่เข้าใจก็เอาไปฟังซะ Led Zeppelin II.

#9 The Beatles :: Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band (1967)



คุณมี "อวตาร" ใน facebook ไหม? ถ้ามีคุณจะเข้าใจ แต่ถ้าไม่เคยมี ลองสร้างดู เมื่อใดที่คุณสวมบทบาทอวตารนั้น แม้ว่าเพื่อนๆจำนวนหนึ่งจะทราบดีว่านั่นคือคุณอยู่ในเบื้องหลัง แต่คุณจะไม่เหมือนเดิม คุณจะมีอิสระในการโพสต์และคอมเมนต์ ถ้อยคำต่างๆที่"ตัวจริง"ของคุณไม่มีทางพิมพ์ลงไปได้ มันพรั่งพรูมาได้อย่างไรก็ไม่ทราบ

นั่นเป็นเหตุผลที่ The Beatles ที่กำลังเอียนในความเป็น The Beatles เต็มทน ต้องสร้างอวตารของพวกเขาขึ้นมา ณ นาทีนั้น พวกเขาไม่ใช่ The Beatles อีกต่อไป แต่นี่คือวง Lonely Hearts Club Band ของจ่า Pepper ผู้สอนให้พวกเขาเล่นดนตรีกันมาตั้งแต่ ๒๐ ปีที่แล้ว นั่นหมายความว่าในปีนี้ มันก็ It was 70 years ago today!

ใช่, ใครๆก็รู้ว่าไอ้วง Sgt. Pepper นี้ก็คือ The Beatles นั่นแหละ แต่มันก็ให้อิสรภาพในการแสดงออกของพวกเขาได้อย่างน่าประหลาด พวกเขาแต่งเนื้อแต่งตัวย้อนยุค โพสต์ท่าถ่ายภาพปกร่วมกับ cut outs ของเหล่าคนดังที่พวกเขาชื่นชอบ ในบรรยากาศรื่นรมย์บนหลุมศพ และสร้างอัลบั้มที่เสมือนหนึ่งบันทึกการแสดงฉลองครบรอบ ๒๐ ปีของวงของจ่าพริกไทยนี้

มันเริ่มต้นด้วยการแนะนำวงดนตรีและความเป็นมา ก่อนส่งต่อให้นักร้องนำเสียงเสน่ห์ "บิลลี่ เชียร์ส" หลังจากนั้นวงของจ่า ก็พาผู้ฟังไปกับแนวดนตรีที่ going in and out of styles ไปตามแต่ความปรารถนาของความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาจะนำ และยถากรรม(ในแง่บวก)ของคนฟังผู้โชคดีทุกคน หลุดไปในโลกของวันเดอร์แลนด์ใน Lucy In The Sky With Diamonds ย้อนเวลาไปในงานวัดฝรั่งใน Being For The Benefit of Mr. Kite! ลงลึกไปในหัวใจของตนเองกับดนตรีภารตะใน Within You Without You....etc. ก่อนที่วงของจ่าจะย้ำเตือนผู้ชมอีกครั้งว่ากำลังดูคอนเสิร์ตของวงนี้อยู่นะ ในเพลง Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band (reprise)

A Day In The Life อาจมองว่าเป็น encore ของการแสดงนี้ของวงจ่า หรือเป็นการกลับสู่โลกแห่งความจริงของความเป็น The Beatles นี่คือเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เล่าเรื่องราวธรรมดาๆของชีวิตในวันหนึ่ง ความไร้สาระที่เป็นสาระแห่งความเป็นมนุษย์ และความฟินที่เรียกกันว่า turn on ผ่านดนตรีร็อคที่เล่นกับวงออเคสตร้าในแบบที่ไม่เคยมีใครทำกันมาก่อน จบด้วยเสียงเปียโน 10 หลังกระหน่ำพร้อมกัน oh boy!

มันยากที่จะรับมือกับงานที่มีชื่อเสียงก้องจักรวาลระดับนี้ เมื่อคุณมาฟังมันหลังจากห้วงเวลาที่มันออกสู่โลกมาหลายปี ความคาดหวังอันสูงส่ง ความแปลกแยกจากยุคสมัย ที่อาจทำให้มันล้าไปไม่มากก็น้อย และผมก็ยังโชคร้ายที่ดันมาเริ่มกับเทป EMI สมัยนั้น ที่มีการสลับเพลงจากชุดอื่นมาใส่ เพราะปัญหาด้านเนื้อเพลงล่อแหลม คิดดูสิครับ Pepper ที่ไม่มี Lucy และ A Day In The Life อย่าออกมาเลยดีกว่าถ้าจะแบนแบบนี้

แต่คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน หลังจากได้ฟังอัลบั้มในแบบถูกต้องตามหลักอนามัยในเวลาต่อมา ผมก็เริ่มหูสว่าง และยิ่งปรับใจให้รับได้กับยุคสมัยที่แท้จริง รวมกับศึกษาเบื้องหลังอลังการงานสร้างของมัน ผมก็ยิ่งขนลุกขนพองไปกับความมหากาฬของ Sgt. Pepper จากอัลบั้มที่เคยรู้สึกงั้นๆ และไม่เข้าใจว่าทำไมยกย่องกันนักหนา มันค่อยๆไต่อันดับในหัวใจขึ้นมาเรื่อยๆ และแทบไม่รู้ตัว ว่าผมฟังมันบ่อยเหลือเกิน

และเมื่อผมคิดว่าไม่มีอะไรจะไปต่อแล้วสำหรับการเสพอัลบั้มนี้ วันหนึ่ง mono version ของ Pepper ก็เดินทางเข้าสู่โสตประสาท (ก่อนหน้านี้ฟัง stereo มาตลอด)

It's getting better!

รวมเบ็ดเสร็จแล้ว ก็ฝากมันไว้ที่อันดับ ๙ นี่ล่ะครับ

#10 The Beatles :: The BEATLES (1968)



ถ้า Rubber Soul คือสาวหวานขี้เล่น, Revolver คือหญิงเปรี้ยวฉลาดเฉลียวชอบลองของ, Sgt. Pepper ย่อมเป็นสตรีระดับผู้บริหาร และ Abbey Road คือรุ่นใหญ่ระดับนายกรัฐมนตรีหญิง แล้ว White Album ควรจะเป็นอะไรดี? จากความหลากหลายและหวือหวาสุดขั้วของ 30 เพลงในนี้ วินิจฉัยว่าเธอน่าจะเป็นคนป่วยบุคลิกหลายแบบ (Multiple Personality Disorder) เป็นแน่แท้ คุณพร้อมจะรับมือกับเธอไหม?

หลังจากจุดสูงสุดทาง creative ใน Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band (1967) สี่เต่าทองก็ไม่มียอดเขาจะปีนต่อ แน่ล่ะ,ยังมีอะไรแปลกๆแหวกแนวใน White Album อยู่บ้าง แต่ความคิดสร้างสรรค์แบบร่วมมือร่วมใจกันคิดค้นในยุคก่อนหน้านี้แทบไม่มีเหลือแล้ว พวกเขาทำดนตรีในแบบที่พวกเขา"แต่ละคน"อยากจะทำ ก็เท่านั้น

แต่มันไม่ใช่ "ก็เท่านั้น" นี่คือมหกรรมยำใหญ่แนวดนตรีมหาศาล ไม่ถึงกับทุกแนวในโลก แต่ก็เยอะจนเหลือเชื่อว่านี่คือผลงานของวงดนตรีวงเดียวกัน ตั้งแต่ร็อคแอนด์โรล,โฟลค์, บลูส์, เฮฟวี่, แจ๊ส, คันทรี่,ฟังกี้ ยัน อวองต์-การ์ด

ถ้าใครถามว่า The Beatles เล่นดนตรีแนวไหน โยนอัลบั้มคู่ชุดนี้ให้เขาฟัง แล้วสำทับไปว่า ก็ได้เกือบจะทุกแนวแหละ และยังมีแนวที่นายอาจจะไม่คิดว่าเป็นแนวอีกด้วยนะ!

ประมาณยี่สิบปีก่อน พี่สมบูรณ์ งามสุริยโรจน์ได้เขียนถึงอัลบั้มนี้ไว้ในบทความ "30 ปี The Beatles" อันลือลั่น (สตาร์พิคส์) โดยพี่เขาแยกบทเป็นเพลงของแต่ละคนในอัลบั้มนี้เลย ซึ่งผมว่ามันแหล่มมาก

งั้นลองมาฟัง The BEATLES กันในแบบนั้นดีไหมครับ เรียงกันตามลำดับยอดนิยม จอห์น-พอล-จอร์จ และ ริงโก้.....


https://tidal.com/playlist/4c15546c-4327-474b-93ef-b7946ec5ea2b

#11 Led Zeppelin :: Untitled (1971)




ด้วยความมั่นใจถึงขีดสุดว่าดนตรีของพวกเขาเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะขายได้ อัลบั้มชุดที่ 4 ของ Led Zeppelin จึงไม่มีชื่อวงดนตรีหรือชื่ออัลบั้มบนปก ไม่มีแม้แต่ภาพของสมาชิกในวง อันที่จริงแล้ว มันไม่มีชื่ออัลบั้มให้เรียกกันเลยด้วยซ้ำ! แต่ยังไงเสียแฟนเพลงและสื่อมวลชนก็ต้องตั้งชื่อให้มันกันเองล่ะ ไม่อย่างนั้นคงสื่อกันไม่ถูก ชื่อที่นิยมและเรียกกันง่ายที่สุดในปัจจุบันก็คงจะเป็น Led Zeppelin IV นั่นเอง ส่วนชื่ออื่นๆก็มีตั้งแต่เรียกเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวสมาชิกทั้งสี่ที่อ่านไม่ได้นั่น, Four Symbols,The Fourth Album, Runes, The Hermit และ ZoSo

แต่ชื่อเสียงของ Led Zeppelin อยู่ตัวขนาดนั้นแล้ว การประสบความสำเร็จของ IV จึงไม่ได้บอกอะไรว่าการทำปกไร้ชื่อแบบนี้ก็ขายได้ถ้าดนตรีดีพอ แต่..อีกที...ดนตรีในชุดนี้ มันก็ดีพอจริงๆ มันดีเกินพอไปมากด้วย นี่คือบทสรุปทุกอย่างในความเป็น Led Zeppelin ที่เคยเป็นมา และจะเป็นต่อไปจวบจนวันสุดท้ายของพวกเขาไว้ใน 8 แทร็คอันยิ่งใหญ่นี้ ที่แต่ละเพลงไปคนละทิศละทาง เหมือนซุ้มแยกกัน แต่ละซุ้มก็ต่างมีทีเด็ดส่วนตัว

➳ ริฟฟ์กีต้าร์เหนียวหนืดหนาเปอะและจังหวะขัดหัวใจที่เมามันส์ใน metal blues ของ Black Dog

➳ เฉลิมฉลองยุคทองของร็อคแอนด์โรล ด้วยการนำมันมาเล่นในแบบสุดหนักหน่วงด้วยอารมณ์ปาร์ตี้ที่ไม่สนโลกใน Rock And Roll

➳ ต่อยอดจาก Led Zeppelin III ด้วยอคูสติกโฟล์ค 2 แนวทาง ปรัมปราสะกดจิตใน The Battle of Evermore และ ฮิปปี้สะกดใจใน Going To California

➳ Funk Rock นำด้วยออร์แกน,กลองสนั่นหวั่นไหว และเสียงประสานไพเราะ(ก็มีกะเค้า)ใน Misty Moutain Hop

➳ Abstract and Experimental ใน Four Sticks พร้อมด้วยไม้กลองสี่ไม้ในสองมือบองโซ่เหมือนชื่อเพลง

➳ ทำนบแตกด้วยเสียงกลองที่หนักราวฝีเท้าบองโซซอรัส และการมิกซ์ขั้นเทพของเสียงหีบเพลงปากและกีต้าร์ที่อลหม่านใน When The Levee Breaks

➳ และ....สุดท้าย (ที่จะกล่าวถึง) Stairway To Heaven.... 8.02 นาทีที่มหัศจรรย์ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยทำเพลงบัลลาดร็อคกันมา มันอาจจะมีเพลงร็อคในแบบที่ค่อยๆสร้างอารมณ์จากความเชื่องช้าอ่อนหวานแล้วมาระเบิดตอนท้ายในแบบเพลงนี้อีกเป็นร้อยเป็นพันเพลง แต่จะหาเพลงไหนทำได้สมบูรณ์เท่านี้ได้เล่า? ตั้งแต่เสียงอคูสติกกีต้าร์อินโทรของเพจอันคุ้นหูล้อไปกับเสียง recorder ของโจนส์ เสียงร้องอ้อยสร้อยเชิงค้นหาของแพลนต์ บอนแฮมรอคอยอยู่ครึ่งเพลงกว่าจะได้ฟาดกลองครั้งแรก และเขาก็ไม่เคยหยุดกระหน่ำหลังจากนั้น และท่อนโซโล่กีต้าร์นั่น...ยังก่อน ก่อนจะถึงท่อนโซโล่ มันมีท่อน"ส่ง"ที่สำคัญและทำได้ยอดเยี่ยม มันทำให้ท่อนโซโล่อมตะของเพจถึงพร้อมในอารมณ์ยิ่งขึ้น และมันคงไม่ได้รับการโหวตให้เป็นท่อนโซโล่กีต้าร์ยอดเยี่ยมตลอดกาลหลายต่อหลายครั้งด้วยความบังเอิญ แพลนต์กลับมาอีกครั้งด้วยเสียงอันเหลือเชื่อของเขา ก่อนที่เพลงจะจบลงอย่างเงียบสงบราวกับความตาย Stairway อาจเป็นอีกเพลงยิ่งใหญ่เพลงหนึ่งที่ถูกทำลายด้วยการเปิดฟังกันบ่อยเกินไป แต่มันเป็นความผิดของใครหรือ

ในความเห็นของผม, นี่ไม่ใช่อัลบั้มของ Led Zeppelin ที่ผมชอบที่สุด แต่ในแง่ดนตรี, ผมไม่เห็นว่าจะมีชุดไหนจะเอาชนะมันได้ครับ ทั้งความหลากหลาย,สร้างสรรค์ และ.... ฝีมือ!

#12 The Beatles :: A Hard Day's Night (1964)



"The Beatles ช่วยให้โลกรอดพ้นจากหายนะแห่งความเบื่อหน่าย"

จอร์จ แฮริสัน เคยหล่นวาทะกวนๆนี้เอาไว้ในยุคบีเทิลมาเนีย ความสดใหม่ ร่าเริงสดใส คมคาย เฮฮา ในความเป็นตัวของตัวเองของสี่หนุ่มลิเวอร์พูลที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า "สี่เต่าทอง" (คงไม่มีชาติอื่นเรียกแบบนี้) เป็นการยืนยันว่าประโยคนี้ของจอร์จเป็นจริงแท้แน่นอน ไม่มีศิลปินคน,หรือวงไหน มีคุณสมบัติอย่างนี้มาก่อน และ A Hard Day's Night อัลบั้มชุดที่ ๓ และหนังเรื่องแรกของพวกเขาคือจุดสูงสุดของกราฟแห่งความบ้าคลั่งของกระแส Beatlemania ในปี 1964

ทุกอัลบั้มของ The Beatles ริงโก้ สตาร์ มือกลองผู้น่ารักจะได้รับเกียรติให้ร้องนำ ๑ เพลง อาจจะเป็นเพลง cover หรือเพลงที่ Lennon-McCartney แต่งให้ (จนช่วงท้ายๆของวงที่ริงโก้จะลงมือโชว์ฝีมือเอง) แต่ใน A Hard Day's Night เป็นอัลบั้มเดียวที่ริงโก้ได้แต่ตีกลองอย่างเดียว มันเป็นงานที่มีแต่เพลง original ชุดแรกของพวกเขา และเป็นชุดเดียวที่เป็นผลงานของ Lennon-McCartney ทุกเพลง เพลงดีๆมีแน่นขนัดเกินไปกว่าที่จะเหลือที่ให้ริงโก้ ขอโทษด้วยนะ!

แต่อย่างน้อยเขาก็เป็นคนคิดชื่ออัลบั้มนี้และเป็นชื่อของภาพยนตร์เรื่องแรกของ Beatles ด้วย จากคำบ่นลอยๆตอนย่ำค่ำของริงโก้ ที่เตะหูริชาร์ด เลสเตอร์ ผู้กำกับ ทำให้จอห์น เลนนอน ต้องเร่งรีบกลับบ้านไปแต่งเพลงนี้ให้เสร็จในคืนเดียว ก่อนจะมาบันทึกเสียงกันในวันต่อมา จัดเป็นเพลงของ Beatles ที่้ใช้เวลาในการสร้างสรรค์สั้นที่สุด (ไม่นับเพลงที่แต่งสดๆในห้องอัด)

7 เพลงในหน้าแรก เป็นเพลงที่ใช้ในภาพยนตร์ A Hard Day's Night ส่วนที่เหลือเป็นเพลงสำหรับอัลบั้มนี้โดยตรง แต่คุณไม่จำเป็นต้องชมภาพยนตร์เพื่อที่จะฟังอัลบั้มนี้ให้สนุก มันสนุกและยอดเยี่ยมในตัวของมันเองอยู่แล้ว (ไม่ได้หมายความว่าหนังไม่น่าดูหรือไม่สนุก--ตรงกันข้าม มันคือหนังเพลงระดับคลาสสิกของวงการที่คุณต้องดู) 13 เพลงในอัลบั้มนี้ยังคงหนีไม่พ้นเรื่องรักใคร่ของหนุ่มสาวในมุมมองต่างๆกัน ณ จุดนี้ จอห์น และ พอล ไม่ได้นั่งแต่งเพลงด้วยกันแบบตาจ้องตากันเหมือนยุคแรกอีกต่อไปแล้ว (ยกเว้นบางกรณี) แต่จะเป็นต่างคนต่างเขียนแล้วมาเสริมและแก้กันมากกว่า

ถ้านับที่สัดส่วนการประพันธ์ A Hard Day's Night เป็นงานที่เรียกได้ว่า"เลนนอนคุม" นอกจาก Can't Buy Me Love, Things We Said Today และ And I Love Her ที่เป็นผลงานของพอลแล้ว เพลงที่เหลือจอห์นเหมาแต่งแทบทั้งหมด George Harrison ก็ไม่ได้แต่งเพลงเลยในชุดนี้ แต่ยังโชคดีกว่าริงโก้ เขาได้รับเพลงจากเลนนอน-แมคคาร์ทนีย์มาร้อง ๑ เพลง คือ I'm Happy Just To Dance With You ที่ออกลีลาเพลงรักกระจุ๋มกระจิ๋มต่อเนื่องไปได้กับ Do You Want To Know A Secret ที่จอร์จร้องไว้ในอัลบั้มแรก

จะฟังเอาสนุก เอาความไพเราะอย่างเดียว อัลบั้มนี้มีให้คุณเต็มเปี่ยม แต่ถ้าจะลงลึกไปในแต่ละเแทร็ค ทุกเพลงแทบจะมีตำนานในตัวเอง เสียงคอร์ดแรกอันสร้างความงงงวยให้นักกีต้าร์นับล้านๆว่ามันคือคอร์ดอะไรในเพลง A Hard Day's Night และการสลับกันร้องอันแสนสนุกของจอห์นและพอล, เพลงรักง่ายๆที่จับใจทันควันอย่าง I Should Have Known Better (หลายคนคิดถึงแต่หน้าแพ๊ตตี้ บอยด์เมื่อเพลงนี้ดังขึ้น), การเปลี่ยนคอร์ดอย่างวุ่นวายแทบทุกโน้ตและเสียงประสานอันงดงามกับเนื้อหาที่ซับซ้อนเกินเพลงรักทั่วไปใน If I Fell, ความไพเราะอันเรียบง่ายอมตะและเสียงกีต้าร์สแปนิชสุดหรูของจอร์จใน And I Love Her, เมื่อพวกเขาสวมวิญญาณ doo-wop girl group ใน Tell Me Why และเพลงแรกที่บันทึกเสียงในอัลบั้มนี้-- Can't Buy Me Love ที่เหมือนจะเป็นเพลง cover จาก Count Basie หรือ Duke Ellington มากกว่า ในจังหวะ big band beat ของมัน (ไม่น่าแปลกใจที่ป้าเอลล่ารีบนำมันไปร้องบันทึกเสียงใหม่อย่างรวดเร็วหลังจากได้ยิน)

หน้าสอง แม้เพลงจะไม่ "ดัง" เท่า แต่ก็ไม่ได้ด้อยอรรรถรส Any Time At All จอห์นตะโกนร้องได้อย่างมันส์ในร็อคเกอร์สนุกง่ายๆเพลงนี้ มันเป็นเพลงในแบบที่ไบรอัน อดัมส์น่าจะชอบ (และไม่กี่ปีก่อนเขาก็นำมันไป cover เรียบร้อย) เนื้อหาเหมือนจอห์นจะล้อตัวเองจากเพลง All I've Got To Do (จาก With The Beatles) แค่เปลี่ยนข้างคนที่เริ่มโทรหา, I'll Cry Instead คันทรี่ร็อค เนื้อหาดาร์ค แต่ดนตรีแสนสนุกสนาน, When I Get Home--A Hard Day's Night (reprise)? ,Things We Said Today อาจจะเป็นเพลงที่ลึกซึ้งที่สุดในอัลบั้มทั้งดนตรีและเนื้อหา การมองไปในอนาคตให้ย้อนอดีตมาถึงทุกวันนี้ ,You Can't Do That ใครจะเชื่อว่าเพลงดีขนาดนี้เป็น B-side ของ Can't Buy Me Love และมาหลบอยู่ท้ายอัลบั้ม? เนื้อหาออกก้าวร้าวในสไตล์หนุ่มขี้หวง (อันจะมีอีกหลายเพลงของจอห์นตามมาในแนวนี้) แต่ความโจ๊ะของเพลงกลบเกลื่อนมันเสียหมด

แฟนเพลง Beatles ในปี 1964 คงจะดีใจที่แทร็คสุดท้ายคือ I'll Be Back เหมือนสัญญาที่พวกเขาให้ไว้ว่าจะกลับมา...ในอีกไม่นานนัก


#13 Travis :: The Man Who (1999)




สุข หวาน เศร้า ชัยชนะของผู้แพ้
----------------------
The Man Who

Who ไหน? ชื่อชุดนี้เหมือนอยากจะแขวนเราไว้กลางประโยคที่ไม่ยอมพูดให้จบ แม้จะใส่เครื่องหมายคำถามหรือ ... เสียหน่อยก็ไม่ได้ ด้วยความลำเอียง ผมคิดว่าเป็นความจงใจทางศิลปะของ Travis เลย ที่จะเล่นกับอารมณ์คนฟังตั้งแต่ชื่ออัลบั้ม แต่สำหรับคนที่ไม่อยากคาใจ ชื่อนี้เอามาจากหนังสือ The Man Who Mistook His Wife For A Hat ของ neurologist ชื่อ Oliver Sacks คุณคงรู้ว่าจะหามาอ่านได้อย่างไร

The Man Who ช่วยปิดท้ายการฟังเพลงของศตวรรษที่ 20 ของผมได้อย่างสมบูรณ์ มันเป็นอัลบั้มที่สองต่อจาก Good Feeling ซึ่งผมไปหามาฟังทีหลังและมันแตกต่างกันราวกับคนละวง (ไม่ชอบ) การเข้ามาในฐานะโปรดิวเซอร์ของไนเจล กอดริช (OK Computer) เป็นส่วนสำคัญ บางคนว่านี่คือ OK Computer ฉบับสำหรับสุภาพสตรีและเด็ก ถ้าคุณชอบเพลงอย่าง No Surprises ในอัลบั้มนั้นของ Radiohead หยิบความหลอนออกไป ใส่ความหวานขื่นเข้าแทนที่ นั่นแหละ The Man Who เริ่มต้น ณ จุดนั้น

โทนรวมของอัลบั้มนี้เยือกเย็นเศร้าหวานเหมือนกับภาพปกและภาพด้านใน เสียงร้องของฟราน ฮีลลีย์และบทเพลงของเขาแทบจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของอัลบั้ม ไม่มีเพลงร็อคเขย่าสเตเดี้ยมเหมือนในอัลบั้มแรกสักเพลงเดียว แต่แม้จะเป็นเพลงในแนว bittersweet rock เหมือนกันหมด รายละเอียดของมันในแต่ละแทร็คก็ต่างกันออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นค่าคงที่คือความงดงามของเมโลดี้ที่เปล่งกระกายเจิดจ้าแหวกความหวานขมเหล่านั้นออกมาในทั้ง ๑๐ แทร็ค

☂ Writing To Reach You เปิดประเด็นความเศร้าเหงา จดหมายที่ไม่มีวันส่ง แต่ยังไงก็อยากจะเขียน "Cause I'm writing to reach you, but I might never reach you..." ฟรานใช้ถ้อยคำธรรมดาๆในการบรรยายความปั่นป่วนในอารมณ์ได้เป็นอย่างดี "Because my inside is outside, my left side's on the right side...."

☂ The Fear เสียงกลองเชื่อมต่อแทร็ค และเนื้อหาก็ดูจะเป็นเรื่องเดียวกับ Writing... ฟรานดูจะสนุกกับการหาคำมาสัมผัสกับคำว่า Fear ตลอดเพลง fear...here.... year.... clear... the tear is here...

☂ As You Are อารมณ์เศร้าแบบหงอยๆพัฒนามาเป็นเศร้าแบบก้าวร้าว ฟรานตะโกนร้องท่อนคอรัสด้วยอารมณ์เหมือนคนที่ถึงที่สุดแล้ว แต่วินาทีต่อมาดนตรีก็ดึงเขาลงมาอ้อยสร้อยเหมือนเดิม... พอจะสรุปได้ว่า"เธอ"ในเพลงนี้ช่างเป็นคนที่ร้ายกาจเหลือแสนแต่"ฉัน"ก็ไม่มีทางเลือก ก็มันรักนี่ แม้ว่ามันจะไม่สนุกเท่าไหร่กับการอยู่กับคนแบบนี้ แต่เดี๋ยวก่อนนะ นี่อาจจะไม่ใช่เพลงรัก แต่อาจเป็นเพลงด่านักการเมืองก็เป็นได้ กีต้าร์โซโล่ในเพลงนี้เป็นการยืนยันว่าพวกเขาจะร็อคหนักก็ได้ ถ้าจะอยากทำ

☂ Driftwood เพลงที่ upbeat ที่สุดในอัลบั้ม เหมาะนักที่จะเป็นซิงเกิ้ล 'I'm sorry that you turned to driftwood. But you've been drifting for a long, long time...' Driftwood ในที่นี้ฟรานเปรียบเทียบเหมือนคนที่ใช้ชีวิตล่องลอยไปตามกระแสน้ำแล้วแต่จะพาไป เหมือนท่อนไม้ที่ไร้การบังคับ และสุดท้ายก็ต้องถูกกระแทกแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่คนแบบนี้จะไปแนะนำอะไรเขาได้ ก็เขาล่องลอยอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

☂ Why Does It Always Rain On Me? เป็นหนึ่งในเพลงที่เยี่ยมที่สุดในอัลบั้ม เนื้อเพลงเอาใจ loser เต็มที่ เป็นการพยายามหาเหตุผลที่ไม่น่าเป็นไปได้ในความเป็นผู้แพ้ของตน โดยใช้สายฝนเป็นตัวแทนของความปวดร้าว หรือ ถ้าจะตรงกว่านั้น: "ความซวย" สามแทร็คใน The Man Who ที่ไนเจลไม่ได้โปรดิวซ์คือเพลงนี้, Turn และ She's So Strange ซึ่งฟังดูแล้วจะไม่มีซาวด์แบบกรุ๊งกริ้งที่ไนเจลชอบใส่ (ได้ยินชัดใน The Last Laugh Of The Laughter) แต่สุ้มเสียงก็ไม่หนีกันมาก เพราะเขาก็เป็นคนมิกซ์ทั้งสามเพลงนี้อยู่ดี อ้อ สามเพลงนี้คนโปรดิวซ์คือ Mike Hedges

☂ Luv เป็นเพลงที่ทำให้หนึ่งในพี่น้องกัลลาเกอร์ (จำไม่ได้ว่าคนไหน) น้ำตาพรากมาแล้ว เมื่อฟรานเล่นและร้องสดๆให้เขาฟัง เนื้อหาว่ากันตรงๆ ฮาร์โมนิกากระชากใจขาดวิ่น เป็นเพลงปลอบใจคนร้องที่เอาไว้ร้องเวลาจะเห็นเธอจาก แต่หากกระนั้น มันกลับทำให้เขาสำนึกว่าเขายังคงรักเธออยู่มากมายแค่ไหน....

☂ Turn... ร็อคช้าๆที่เหมาะสำหรับ Live ที่สุดในอัลบั้ม (ตัดเป็นซิงเกิ้ล) เนื้อหา-- เรามักจะอยากทำอย่างนั้น อยากเป็นอย่างนี้ แต่ไม่ได้ทำสักที บางทีสิ่งที่เราต้องทำก็แค่การขยับหักมุมสักครั้งเดียว
So where's the stars?/ Up in the sky /And what's the moon /A big balloon
We'll never know/ Unless we grow/ There's so much world/ Outside the door....
(งดงามนะครับ สองท่อนนี้)

☂ Slide Show เป็นเพลงปิดอัลบั้มหมองๆนี้ได้สมบูรณ์แบบ และถ้าคุณอารมณ์ค้าง นั่งนิ่งไม่ยอมเดินไปปิดซีดี อีกพักใหญ่ๆต่อมา (ซักหกนาทีกว่ามั้ง) คุณจะได้ยินเสียงเพลงร็อคค่อนข้างอึกทึกค่อยๆดังขึ้นมา นั่นละครับ hidden track 'Blue Flashing Light' ยุคนั้น hidden track ไม่ใช่ของเกร่อแบบทุกวันนี้ และสำหรับผมกว่าจะเจอมันก็เล่นไปหลายรอบเหมือนกัน Blue... เป็นเพลงที่ต่างออกไปจากทุกเพลงใน The Man Who มันคล้ายๆบางเพลงใน Ok Computer ผสมกีต้าร์รกรุงรังแต่น่าฟังแบบ Oasis ในสองชุดแรก สำหรับผม hidden track ก็เหมือน Encore ในลีลาหนึ่ง...

มันเป็นอัลบั้มที่ระคนความเศร้าและสุขและความไม่ยี่หระต่อสิ่งที่เรียกว่าชัยชนะกันเอาไว้อย่างเป็นธรรมชาติ ณ จุดหนึ่งในการฟัง The Man Who ผมพอจะเข้าใจล่ะ ว่าทำไมผู้ชายคนนั้นถึงจำภรรยาสลับกับหมวกใบนั้นได้

#14 Pink Floyd :: The Wall (1979)




ไม่กี่วันก่อนเพิ่งได้เห็น meme ล้อเลียนประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ ด้วยเพลง Mother ("Mother should I run for President?" / "Mother should I build the wall?") ก็อดยิ้มไม่ได้ อัลบั้มเก่าขนาดนั้น แต่ยังอุตส่าห์มีคนมาโยงกับผู้นำคนปัจจุบันจนได้ นี่คือความน่ารักของโลกโซเชียล

The Wall เป็นอีกอัลบั้มที่ผมอ่านมาก่อนฟัง จากนิตยสารซุปเปอร์โซนิค (ไทย) ที่น่าจะเป็นฉบับเก่า,ได้มาจากแผงหนังสือสนามหลวง (ยุคนั้นการไปคุ้ยหาหนังสือและนิตยสารเก่าๆจากที่นั่นเป็นอะไรที่น่าระทึกมาก) ใครเป็นคนเขียนรีวิวก็จำไม่ได้ ทราบแต่ว่าเป็นรีวิวที่เรียกร้องความทรหดพอสมควร ทั้งคนเขียนและคนอ่าน เพราะพี่ท่านบรรยายละเอียดทีละเพลง ตั้งแต่ In The Flesh? จนถึง Outside The Wall! เขียนกันทุกเม็ดว่ากลองกระทุ้งหนักหน่วงแค่ไหนใน The Happiest Days of Our Lives หรือเสียงประสานใน The Show Must Go On มันหนักแน่นนิ่มนวลเพียงใด การร้องของเดวิดและโรเจอร์ได้รับคำชมอย่างมากมาย อันที่จริงบางคนอ่านรีวิวนี้แล้วอาจจะคิดว่า เอาล่ะ ฉันคงไม่ต้องฟังเองแล้วมั้ง

แต่ผมไม่ใช่หรอกครับ โธ่ ยุคนั้นเด็กที่ขึ้นชื่อว่า"บ้าเพลง" ถ้าไม่มีเทป The Wall นี่.. ยังไงดี นึกไม่ออก ก็เห็นมีกันทุกคน และตามสูตรของนักเสพดนตรี เมื่อเวลาผ่านไป สำหรับอัลบั้มสุดรักอย่างนี้ ก็ต้องตามด้วยแผ่นเสียง,ซีดี และกรณีนี้พิเศษหน่อยที่มีภาพยนตร์ด้วย (Pink Floyd: The Wall) อันทำให้เข้าใจหลายๆอย่างในอัลบั้มดีขึ้น (อย่างน้อยก็ตรงกับที่โรเจอร์คิด) วงจร The Wall ของผม ปิดท้ายด้วยการได้ชม Roger Waters ที่กรุงเทพฯ และการได้เห็น Pink Floyd เล่นเพลงสุดท้าย : Comfortably Numb ใน Live 8 (ดูถ่ายทอดสดยามรุ่งเช้า)

ก่อนที่จะมาจัด Top 100 ที่นี่ มันก็เป็นงานอดิเรกของผมอยู่แล้วที่ชอบจัดลิสต์เอง อ่านเองอยู่คนเดียว (หรืออาจมีแบ่งปันบ้าง) ถ้าย้อนหลังไปอีกหลายๆปี The Wall คงอยู่ในอันดับสูงกว่านี้ แต่นี่มันถดถอยร่วงหล่นลงมาบ้าง น่าจะเป็นเพราะฟังมากเกินไปจนถึงจุดที่ไม่อยากฟังอีกแล้ว (มีไม่กี่อัลบั้มหรอกที่จะได้รับเกียรตินี้จากผม) แต่ถึงจะฟังจนเอียนแค่ไหน มันก็ยากที่จะไม่ยกย่องมัน

โรเจอร์ วอเตอร์ส นำเดโมไอเดียสองชิ้นมาให้เพื่อนร่วมวงเลือกว่าจะเอาอันไหนมาทำเป็นอัลบั้มใหม่ของ Pink Floyd ตัวเลือกนั้นคือ The Pros and Cons of Hitch Hiking และ The Wall แทบทุกคนเลือก The Wall ก็น่าจะเหมาะนะครับ เพราะ The Pros... ดูเป็นส่วนตัวกว่า และน่าจะเก็บไว้ทำงานเดี่ยวของโรเจอร์นั่นแหละ สมเหตุสมผลแล้ว ใน The Wall นี่โรเจอร์มีบทบาทมากมายจนแทบจะเป็น solo project ของเขา แต่พาร์ตกีต้าร์ของ Gilmour และเสียงร้องของเขาในบางเพลงก็เป็นส่วนสำคัญของ The Wall

ชอบหรือไม่ชอบ ทุกคนก็ยอมรับว่าไอเดียและคอนเซพท์ของ The Wall นั้นมันโดนสุดๆ แค่คำว่ากำแพงคำเดียว ก็คิดไปได้มากมาย ปกป้อง หรือ กักขัง? , ใครก่ออิฐสร้างกำแพงนี้ ตัวคุณเองหรือคนอื่นๆ --ครู,แม่,เมีย, นักการเมือง หรือทุกๆคนช่วยกันวางอิฐคนละก้อน?, เราควรจะสร้างกำแพงนี้ไหม? และถ้ามันมีแล้ว เราควรจะพังมันออกไปไหม เมื่อไหร่ อย่างไร?

คำว่าทุกคนก็ยอมรับในไอเดียนี้ ไม่ได้หมายถึงแค่พวกพิงค์ ฟลอยด์เอง แต่หมายถึงผู้ฟังนับล้านๆทั่วโลกด้วย มันเข้าถึงได้ไม่ยาก เพียงแต่คุณจะเข้าได้ลึกแค่ไหน ในดนตรีและเนื้อหาของโรเจอร์ ที่ใช้คำธรรมดาๆ แต่เปี่ยมสัญลักษณ์และลูกเล่นทางภาษา และจะว่าไป, ไม่ว่าใครที่ไหน โดยเฉพาะวัยรุ่น มันก็โดนใจนักกับคำว่า "กรอบ" กำแพงกั้น ที่อยากทำลายมันเหลือเกิน คนฟังจึงรู้สึก "ฟิน" เป็นบ้า เมื่อได้ฟังเสียงกำแพงถูกพังทลายเป็นจุลในตอนท้ายเพลง The Trial ตามมาด้วยบรรยากาศแห่งความสงบแห่งชัยชนะใน Outside The Wall.....

.....เพียงเพื่อจะได้พบว่าเสียงสุดท้ายในเพลงสุดท้ายนั้นคือเสียงแรกในเพลงแรก In The Flesh?

เพลงโปรด : Another Brick In The Wall ทั้ง ๓ ภาค, Comfortably Numb, The Trial, Goodbye Blue Sky, Hey You, Nobody Home